วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เลี้ยงชีพด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

เกษตรกรคนเก่ง : 'นิคม แพงศรี' เลี้ยงชีพด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ : โดย ... บุญชู ศรีไตรภพ


          ด้วยยึดทำเกษตรทฤษฎีใหม่บนพื้นที่ 12 ไร่ ด้วยความไม่ประมาท บนพื้นฐานของความพอเพียง ส่งผลให้ "ลุงนิคม แพงศรี" เกษตรกรในวัย 65 บ้านหนองบอน ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ปัจจุบันประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างงดงาม  
          ลุงนิคม เล่าว่า หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรผสมผสาน ปี 2542 บนพื้นที่ 12 ไร่ หลังประสบความล้มเหลวจากการปลูกข้าว ปลูกดอกดาวเรือง ด้วยเริ่มเลี้ยงปลาที่ต้องลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลาน พบวิกฤติขาดทุน เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ แต่ก็ไม่ท้อถอย กระทั่งมาประสบผลสำเร็จในปี 2544
          "เริ่มจากเลี้ยงปลา 2-3 บ่อ มีทั้งปลาดุก ปลานิล แรกนั้นมีปัญหามาก จึงพยายามเรียนรู้ด้วยตนเอง สอบถามยังผู้รู้ เกษตรอำเภอ แม้กระทั่งไปดูคนอื่นเขาเลี้ยง เข้าร่วมอบรมที่ทางภาครัฐจัดขึ้น ฯลฯ ซึ่งก็นำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้แก้ปัญหาที่เราประสบ" ลุงนิคม ย้อนให้ฟัง พร้อมยอมรับว่า จากความพยายามครั้งนั้นทำให้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเบาบาง
          ปัจจุบันลุงนิคมเลี้ยงปลาทั้งหมด 17 บ่อ มีปลาดุก ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาทับทิม ซึ่งทุกๆ 4 เดือนปลาเหล่านี้ก็จับขายได้ อย่างปลาหมอเทศขายส่งที่กิโลกรัมละ 70 บาท ขายปลีก 90 บาท ส่วนปลานิลขายส่งกิโลกรัมละ 60 บาท ขายปลีก 80 บาท ส่วนปลาทับทิม ปลาดุก ก็ได้ราคาเช่นกัน เพราะวิธีการเลี้ยงทุกขั้นตอนลุงนิคมการันตีถึงความเป็นมาตรฐาน ทั้งการบำบัดน้ำเสีย วิธีการรักษาสภาพแวดล้อม
          ขณะที่พื้นที่ส่วนหนึ่งลุงนิคมได้เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มูลเป็ด-ไก่ ก็จะนำมาเป็นอาหารธรรมชาติให้แก่ปลา ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มาก ส่วนรายได้นั้น ลุงยอมรับว่าสร้างเม็ดเงินให้ครอบครัวได้ถึงเดือนละกว่า 3 หมื่นบาท
          ความสำเร็จของ "ลุงนิคม แพงศรี" ส่งผลให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น จากวิทยาลัยการอาชีพวังสะพุง กรมอาชีวศึกษา ปี 2550, ได้รับเกียรติบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะวิทยากรหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น "การเลี้ยงปลา" ปี 2552 และได้รับรางวัลเกษตรกรคนเก่ง จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จ.เลย ให้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศจีน ปี 2553


--------------------
(เกษตรกรคนเก่ง : 'นิคม แพงศรี' เลี้ยงชีพด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ : โดย ... บุญชู ศรีไตรภพ)

ร่วมพลิกฟื้นพื้นที่ป่า'แม่แจ่ม'

ร่วมพลิกฟื้นพื้นที่ป่า'แม่แจ่ม' ลดบุกรุกป่า-วิกฤติหมอกควัน : โดย...วรัทยา ไชยลังกา


           อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ขึ้นชื่อเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1.6 แสนไร่ เพิ่มขึ้นจาก 3 ปีที่แล้วมีเพียง 8 หมื่นไร่ โดยราคาข้าวโพดที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก แต่เนื่องจาก อ.แม่แจ่ม พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นป่าต้นน้ำชั้น 1A เขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่เพาะปลูกขณะนี้จึงเป็นการบุกรุกป่า
           ณรงค์ เจริญใจ เกษตรกร อ.แม่แจ่ม กล่าวว่า การปลูกข้าวโพดใน อ.แม่แจ่ม ส่วนใหญ่เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า และยังมีการขยายเพิ่ม ทั้งนี้ ปกติแล้วหากเปิดหน้าดินใหม่สำหรับปลูกข้าวโพดจะปลูกได้เพียง 4 ปี เนื่องจากเกิดการชะล้างหน้าดินทำให้เกษตรกรต้องขยายพื้นที่เพิ่ม ขณะเดียวกันก็ได้ใช้วิธีเผาในการกำจัดเศษซาก จนส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควัน
          ด้าน อุทิศ สมบัติ ประธานเครือข่ายกลุ่มพัฒนาเมืองแจ่ม อ.แม่แจ่ม กล่าวว่า พื้นที่ อ.แม่แจ่ม 100% เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1A เขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ การถือครองที่ดินที่มีโฉนดมีเพียง 20% ส่วนที่เหลือที่ทำเกษตรเป็นการบุกรุกที่ป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ โดยพืชที่เพาะปลูกจะเป็นข้าวและข้าวไร่
             พงษ์พีระ ชูชื่น ปลัดอาวุโส อ.แม่แจ่ม กล่าวว่า การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อนำมาทำเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 โดยมีบริษัทเอกชนเข้ามาส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกข้าวโพด เพราะเหมาะกับสภาพพื้นที่ที่มีน้ำน้อย และข้าวโพดเองก็ไม่ต้องใช้น้ำในการปลูกมากนัก โดยเฉพาะชาวบ้าน ต.แม่นาจร ต.กองแขก ต.แม่ศึก และ ต.ท่าผา ทั้งนี้ มติครม. ปี 2542 มีมติให้ชาวบ้านใช้ที่ดินดังกล่าวทำกินได้ รอจนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า
            สำหรับพื้นที่ทั้งหมดของ อ.แม่แจ่ม มี 3,000 ตร.กม.พื้นที่กว่า 80% ของชาวบ้านเป็นพื้นที่ป่าเชิงเขา ไม่มีเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 ได้มีการจัดทำโครงการวัดจับจีพีเอสบุกรุกพื้นที่ป่า โครงการต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม โดยโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งหลังจากที่วัดจับจีพีเอสก็พบกว่าการบุกรุกพื้นที่ป่าลดน้อยลงอย่างมาก ปี 2555 พบว่ามีการบุกรุกป่าเพิ่มเติมเพียง 300 ไร่เท่านั้น
            พงษ์พีระ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ จ.เชียงใหม่ ได้ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชชนิดอื่นแทนข้าวโพด ทั้งไม้ผลและยางพารา เป็นการฟื้นคืนผืนป่าและลดปัญหามลพิษหมอกควัน แต่เนื่องจากที่ดินที่ชาวบ้านถือครอบยังไม่มีเอกสารสิทธิจึงเกรงว่าหากปลูกยางไปจะไม่สามารถกรีดยางได้เมื่อครบกำหนดอายุ ดังนั้น จึงผลักดันให้มีการเช่าที่ดินปีละ 20 บาทต่อไร่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวบ้าน ซึ่ง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าฯเชียงใหม่ รับทราบและเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
            วิจิตร กูลเรือง ประธานสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม  จำกัด กล่าวว่า ปี 2548 ได้ทดลองปลูกยางพาราบนพื้นที่ 1,000 ไร่ และจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่าผลผลิตน้ำยางที่ได้มีคุณภาพดี ดังนั้น สหกรณ์จึงได้สานต่อโครงการดังกล่าว โดยปี 2555 ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกยางขึ้น มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 273 ราย คิดเป็นพื้นที่ปลูกยาง 2,035 ไร่ โดยจะให้เกษตรกรทดลองปลูกคนละ 5 ไร่ คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 2.4 หมื่นบาท
              โดยสหกรณ์จะกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 16 ล้านบาท เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้แก่สมาชิก และสหกรณ์จะเป็นผู้จัดหากล้ายาง ปุ๋ย รวมถึงยาฆ่าแมลงและยาฆ่าศัตรูพืชให้แก่เกษตรกร สำหรับเงื่อนไขกู้เงินนั้นจะเป็นการกู้ระยะยาว 5 ปีแรกชำระเพียงเงินต้นเท่านั้น และตั้งแต่ปีที่ 6 ขึ้นไปจึงจะชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
             ทั้งนี้ ได้มีการประสานกับเอกชนตัวแทนจำหน่ายกล้ายาง รวงทองการเกษตร และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ให้มาเปิดคลินิกอบรมและให้ความรู้เรื่องการปลูกยางแก่เกษตรกรด้วย
             หากโครงการส่งเสริมการปลูกยาง อ.แม่แจ่ม ประสบผลสำเร็จ นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทำให้ป่าต้นน้ำชั้น 1A กลับมาเขียวชอุ่มแล้ว ปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาตอซัง และการเตรียมพื้นที่การเกษตรเพาะปลูกข้าวโพดกว่าแสนไร่ก็จะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง
.........................................................
(ร่วมพลิกฟื้นพื้นที่ป่า'แม่แจ่ม' ลดบุกรุกป่า-วิกฤติหมอกควัน  : โดย...วรัทยา ไชยลังกา)

'เขื่อนลำปาว'น้ำฮวบส่อวิกฤติแล้ง

เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ ส่อวิกฤติแล้ง หลังปริมาณน้ำลดฮวบเหลือในอ่างเพียง 23% ของความจุอ่าง ขณะที่พิษณุโลก ฝนตกหนักต่อเนื่องน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 ซม. ส่วนชัยภูมิ-นครพนม เตือนระวังน้ำท่วมฉับพลัน


          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 55  จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าหลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนลำปาว แม้จะมีฝนตกลงมาบ้าง ซึ่งก็มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพียง 9 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 462.2 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณกักเก็บ 1,950 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 23.34% ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตระบบชลประทานเขื่อนลำปาว โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีพื้นที่นาข้าวอยู่ท้ายคลองหลายพันไร่ ได้รับน้ำไม่เพียงพอที่จะไปเลี้ยงพืชผลการเกษตร ซึ่งต้องแก้ปัญหาโดยการนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งสูบน้ำในคลองธรรมชาติลงสู่ที่นาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเบื้องต้น
          ด้านนายพรเทพ เหม็งประมูล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวว่า แม้จังหวัดกาฬสินธุ์จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงหลายพื้นที่ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลำปาวน้อย จนปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างคิดเป็น 23.34% แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานมากนัก เนื่องจากทางเขื่อนยังสามารถส่งน้ำเข้าคลองชลประทานเฉลี่ยวันละ 5.77 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในโครงการฯ 314,300 ไร่ และการทำประมงอีกส่วนหนึ่ง อีกทั้งบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกลงมาบ้าง
          ทั้งนี้ทางเขื่อนยังคงรอปริมาณน้ำฝนจากพายุ ซึ่งคาดว่าน่าจะตกลงมา และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเร็วๆ นี้ แต่เพื่อเป็นการป้องกันได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสรรน้ำดำเนินการวางแผนจัดสรรน้ำ การส่งน้ำ การระบายน้ำ และรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พิษณุโลก ฝนตกหนักต่อเนื่องน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 ซม.

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ช่วงหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ในเขต อ.เมืองพิษณุโลก มีพายุฝนฟ้าคะนองตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง วัดปริมาณน้ำฝนได้ 67.4 มิลลิเมตร ส่งผลให้พื้นที่ต่ำในเขตเทศบาลนครพิษณุโลกหลายชุมชนประสบภาวะน้ำท่วมขัง ได้แก่ บริเวณวัดจันทร์ตะวันตก ชุมชนพระลือ ในช่วงเช้าประชาชนต้องช่วยกันนำเครื่องสูบน้ำออกจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมขังจำนวนกว่า 10 หลังคาเรือน
          นายละมัย นวลจีน ชาวบ้านชุมชนพระลือ กล่าวว่า เมื่อหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้น้ำท่วมขังบ้านเรือนในชุมชนสูงกว่า 50-70 ซม. ตนเองและครอบครัว ต้องนำสิ่งของและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เก็บมาให้ที่สูง ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่บ้านของตนเป็นพื้นที่ต่ำ อีกทั้งท่อระบายน้ำเล็ก ทำให้การระบายน้ำออกไปช้ามาก ส่งผลให้ต้องนำเครื่องสูบน้ำมาช่วยดึงอีกแรง
          ด้านนางสำเภา จิตมานนท์ อยู่บ้านเลขที่ 30/120 ชุมชนพระลือ อ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ฝนตกหนักมาก ทำให้น้ำท่วมขังบ้านของตนเกือบสูงเท่าพื้นบ้าน ตนต้องเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูงทันที พร้อมทั้งนำเครื่องสูบน้ำสูบระบายออกแต่ก็น้อยมาก เนื่องจากปริมาณน้ำฝนได้ตกหนัก แต่ตนก็ไม่รู้ทำอย่างไร
          ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศระบุว่า ในช่วงวันที่ 27-28 ส.ค. และ 1- 2 ก.ย. ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในภาคเหนือ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน มีกำลังแรงขึ้นโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 29-31 ส.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศพม่า และลาว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย จะมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีฝนอยู่ในเกณฑ์กระจายถึงเกือบทั่วไป
          อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น "เทมบิง" (TEMBIN) เคลื่อนตัวกลับสู่เกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 27-28 ส.ค. 2555 ส่วน พายุ "โบลาเวน" (BOLAVEN) มีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางประเทศญี่ปุ่นตอนใต้และคาบสมุทรเกาหลี ในช่วงวันที่ 27-29 ส.ค. 2555 ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น "เทมบิง" (TEMBIN) เคลื่อนตัวกลับสู่เกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 27-28 ส.ค. 2555 ส่วน พายุ "โบลาเวน" (BOLAVEN) มีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางประเทศญี่ปุ่นตอนใต้และคาบสมุทรเกาหลี ในช่วงวันที่ 27-29 ส.ค. 2555 ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง

ชัยภูมิ - ฝนตกต่อเนื่องเตือนระวังน้ำท่วมฉับพลัน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายประสบ จงรั้งกลาง หัวหน้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปะทาว จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนลำปะทาว ปีนี้ ซึ่งเดิมมีความจุในเขื่อนลำปะทาวตอนบนได้ทั้งหมด กว่า 44 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนตอนล่าง กว่า 16 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปัจจุบัน มีน้ำเหลือทั้งหมดไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในเขื่อนตอนบนเหลือปริมาณน้ำเหลือเพียง 13 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนตอนล่างเหลือเพียง 6 ล้าน ลบ.ม.
          ซึ่งล่าสุดปัจจุบันมีฝนตกลงมาในพื้นที่ต่อเนื่องในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนตอนบนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเกือบ 1 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนตอนล่างมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8 ล้าน ลบ.ม. สูงขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์แล้วของความจุ 16 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถ้ายังคงมีปริมาณฝนตกต่อเนื่องได้ตลอดช่วงนี้ คาดว่าน่าจะช่วยให้สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลายลงได้บ้าง และยังต้องอาจเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ทุกระยะช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.ปีนี้ด้วยเช่นกัน
          แต่ก็ต้องยังเสี่ยงต่อการประสบภัยแล้งหนักอยู่ และให้ระวังวิกฤตภัยแล้งในช่วงนี้ไว้ก่อนด้วย ซึ่งถึงแม้จะมีน้ำเพิ่มในเขื่อน แต่ก็ยังมีระดับน้ำที่จะปล่อยน้ำให้ด้านการเกษตรไม่เพียงพออยู่ ในพื้นที่การเกษตรรอยต่อ 2 อ.เมืองชัยภูมิ และ อ.แก้งคร้อ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกพืชใช้น้ำมากไปก่อนในช่วงนี้ด้วยอีกทางด้วยเช่นกัน เกษตรและประชาชนในพื้นที่จึงยังจำเป็นต้องคอยติดตามการแจ้งเตือนว่าสถานการณ์น้ำในเขื่อนปีนี้อย่างใกล้ชิดทุกระยะ แลจุดเสี่ยงมีทั้งภัยแล้ง ถ้าฝนไม่ตกต่อเนื่อง และอีกด้านถ้าตกหนักจนอาจถึงจุดเสี่ยงอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้เช่นกันทั้ง 2 ทางในปีนี้

นครพนม - ผวาน้ำโขงหนุนน้ำสงครามทะลักท่วมท่าอุเทน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวบ้านนับ 100 หลังคาเรือน ริมตลิ่งสองฝั่งปากแม่น้ำสองสี ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นปากน้ำ ลำน้ำสงคราม ไหลมาจากอำเภอศรีสงครามลงสู่แม่น้ำโขงที่นี่ และเมื่อกระแสน้ำโขงสูงขึ้นก็หนุนเนื่องเข้าตรงปากน้ำแห่งนี้ ล่าสุดระดับน้ำโขงสูงขึ้นวัดได้ 9.52 ซม. โดยประเด็นที่ชาวบ้านริมตลิ่งเดือดร้อนที่สุดมาตลอดทั้งเดือนคือการทรุดของดินตลิ่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะอย่างรุนแรงกว่าทุกปี ซึ่งก่อนหน้านี้บ้านหลายหลังริมน้ำหวิดถล่มลงน้ำจากการทรุดตัวของดินตัวบ้านแตกร้าว โดยทาง อบจ.นครพนม และ อบต.ไชยบุรี พร้อมชาวบ้านช่วยกันทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพังแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจุดบ้านที่บ้านใกล้ถล่มจมน้ำ
          ล่าสุดเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมาเกิดดินถล่มติดตัวบ้าน เดชะบุญเจ้าของบ้านไม่อยู่ น.ส.ธัญญรัตน์ สุภานนท์ วัย 30 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 22 บ้านไชยบุรี หมู่ 7 ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เปิดเผยว่า ตนเป็นพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลนครพนม บ้านตนปลูกอยู่ริมน้ำ เดิมทีห่างตลิ่งราว 20 เมตร ทุกปีน้ำก็เซาะตลิ่งเข้ามาเรื่อยๆ แต่ปีนี้ดินทรุดมากจนติดเสาบ้านด้านริมน้ำ และเหตุการณ์หวาดเสียวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ตนเข้าเวรอยู่ รุ่งเช้าเพื่อนโทรมาบอกว่าดินตลิ่งริมบ้านตนทรุด ตนรีบมาดูตกใจมากเพราะบริเวณดินทรุดนั้นเป็นจุดจอดรถทุกวันยุบไปทั้งแถบ               "ถ้าตนมานอนบ้านคืนนั้นรถตนคงตกไปในน้ำด้วย และเบื้องต้นภายในบ้าน ผนังเกิดแตกร้าว ก่อนที่ อบต.และเพื่อนบ้าน จะช่วยกันทำเขื่อนกระสอบทรายปักเสาไม้ป้องกันไว้ก่อน ถ้ารัฐยังไม่มาสร้างเขื่อนถาวร บ้านตนถล่มลงแน่นอน แต่สิ่งที่ตนไม่เข้าใจ ทำไมรัฐมาสร้างเขื่อนในจุดที่ยังไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ แต่จุดอันตรายต่อชุมชนมากที่สุด กลับไม่เห็นความสำคัญ"
          นายธวัชชัย ศรีหาทอง อายุ 41 ปี ชาวบ้านตาลปากน้ำ หมู่ 2 ต.ไชยบุรี กล่าวว่า บ้านตนจะปลูกริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งเดิมทีก็ห่างจากฝั่งกว่า 20 เมตร และเกิดตลิ่งทรุดตัวมาทุกปีแต่ปีนี้ทรุดหนักผิดปกติและทรุดตัวลึกติดหลังบ้านตนเลย ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือจาก อบต.และชาวบ้านช่วยกันทำเขื่อนกระสอบทรายตอกเสาไม้แก้ไขปัญหาไม่ให้ดินทรุดบ้านถล่มจมน้ำ ถ้ารอดปีนี้ ปีหน้าคงหนักกว่านี้ ถ้ายังไม่มีการสร้างเขื่อนที่นี่
          นายปั่น พันบุรี อายุ 63 ปี บ้านไชยบุรี หมู่ 7 กล่าวว่า ตนมีชีวิตผูกพันกับลำน้ำสงครามปากน้ำไชยบุรีตั้งแต่เด็กโตขึ้นก็เป็นชาวประมงหาปลาที่นี่ตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่นี่คือปากน้ำโขงกับลำน้ำสงคราม ในเดือน 6 ปลาจากลำน้ำโขงจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ที่ลุ่มน้ำอำเภอศรีสงครามและในเดือน 11-12 ปลาก็จะว่ายจากลุ่มน้ำอำเภอศรีสงครามลงสู่น้ำโขง จึงทำให้ปากน้ำสองสีไชยบุรีจับปลาได้มาก แต่ก่อนบ้านเรือนชุมชนสองฝั่งเขาจะปลูกริมน้ำห่างจากดินตลิ่ง 30-40 เมตร แต่กระแสน้ำกัดเซาะเข้ามาเรื่อยๆ ปีนี้เท่าที่ตนสังเกตตลิ่งทรุดตัวมากที่สุดก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพราะปีที่แล้วก็ไม่หนักขนาดนี้     
          ด้านนายอารี ดวงสงค์ ผู้ใหญ่บ้านตาลปากน้ำ หมู่ 2 ต.ไชยบุรี เปิดเผยว่า ทุกปีที่ผ่านมาก็จะมีปัญหาตลิ่งริมน้ำทรุดตัวเรื่อยๆ ตลอดแนวสองฝั่งลำน้ำสร้างโดยตลิ่งที่ทรุดนั้นอันตรายที่สุดคือจุดที่ติดบ้านเรือนประชาชนนอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ว่างเปล่าสวนชาวบ้านที่ติดริมน้ำจะเห็นร่องรอยได้ชัดทั้งต้นไม้สวนกล้วยโค่นตามดินถล่มซึ่งตนก็เป็นคนที่นี่ปีนี้ยอมรับว่าตลิ่งทรุดหนักจริงๆ ผิดกว่าปกติมาก ซึ่งตนมองว่าเกิดจากกระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางน้ำป่ามากทำให้น้ำไหลแรงและเกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพังระสั้นๆ ยาวจุดละ 40-60 เมตร เมื่อน้ำไหลมามันจะกระแทกกับขอบเขื่อนจนเกิดกระแสน้ำวนในที่ดินที่ยังไม่สร้างเขื่อนทำให้ทรุดตัวหนักมากและจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในปีต่อไปซึ่งการแก้ไขปัญหารัฐต้องสร้างเขื่อนกันตลิ่งพังเป็นแนวยาวตลอด

ชิมอาหารฝรั่งเศสแฝงกลิ่นอายซามูไร

ชิมอาหารฝรั่งเศสแฝงกลิ่นอายซามูไร : คอลัมน์ชวนชิม


               เชื่อว่ายังคงมีนักชิมอีกหลายท่านที่ยังไม่ทราบในข้อที่ว่าแต่ละสัปดาห์ "ซีฟู้ดนำเข้าจากต่างประเทศ" จะเดินทางมาถึงเมืองไทยในเช้าวันศุกร์ และนี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ โรงแรมขนาดกะทัดรัดย่านอโศก "มาดูซิ" และบัตรเครดิต "เคทีซี" ผนึกกำลังกันเอาใจบรรดาขาชิมด้วยการจัดโปรโมรชั่นอาหารคาวหวานกว่า 20 รายการ ในสไตล์ฝรั่งเศสทว่าแฝงกลิ่นอายญี่ปุ่น "บุปเฟ่ต์ดินเนอร์" (A la carte dinner buffet exclusively for KTC) โดยเชฟหนุ่มชาวอาทิตย์อุทัย "ยูยะ โอคุดะ"
               ตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมงของทุกเย็นวันศุกร์และเสาร์ น้ำย่อยของเหล่านักชิมจะได้ทำหน้าที่ลิ้มรสอาหารที่มาในรูปแบบของบุปเฟ่ต์จะตักจะเติมกี่รอบก็ตามใจชอบ อันประกอบไปด้วยออเดิร์ฟเย็น-ร้อน "เฟรส ทูน่า เชฟ'ส สไตล์" ซุปมะเขือเทศเย็นชื่นใจให้รสชาติเผ็ดนำเล็กๆ "หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบ" โรยด้วยไข่ปลาแซลมอนและราดด้วยซอสมะเขือเทศสด เนื้อหอยเต็มคำกับรสมัน เค็ม หวาน และฉ่ำจากไข่ปลา, "แซลมอนดิปซอส" เนื้อปลาแซลมอนรมควันสไลด์ราดด้วยซอสสูตรของ "ยูยะ" แต่ไม่กลบความเด่นของรสชาติเนื้อปลา "พาร์มาแฮมทานคู่กับผักออร์แกนิก" เค็มๆ มันๆ รับประทานคู่กับสลัดผักระหว่างรอจานหลัก หรือจะ "สลัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพ" ยังไม่นับ "หอยนางรมสด" รับประทานคู่กับน้ำจิ้ม 3 รส 3 สไตล์เอาใจครอบคลุมทุกกลุ่มนักกิน ได้แก่ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว และน้ำจิ้มต้นตำรับฝรั่งเศสซึ่งมีเรดไวน์คลุกเคล้าให้เข้ากั๊นเข้ากันกับหอมแดงสับพอหยาบ และอื่นๆ อีกมากมาย
              ส่วนจานหลักในรูปแบบ "อันลิมิต" มีให้เลือกอิ่มอร่อยได้ 5 จาน นำทีมโดย "ปลาเก๋าราดด้วยซอสมะกอกดำ" ผ่านการผสมผสานกับแองโชวี่มาอย่างดี เสิร์ฟพร้อมมันบดและผักสด ส่วนนักชิมที่เป็น บีฟเลิฟเวอร์ ก็มี "เนื้อสันวัวออสเตรเลียย่าง" เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมซอสแบล็กทรัฟเฟิลในแบบฉบับเมืองน้ำหอม ทว่าแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอารยธรรมตะวันออก นอกจากกนี้ก็ยังมี จานหมูอบ และจานไก่อบ ราดซอสดิฌอนมัสตาร์ด ซึ่งได้จากน้ำสต็อกลูกวัวเคี่ยวก่อนจะปรุงรสด้วยน้ำผึ้งและมัสตาร์ด อันเป็นสูตรเฉพาะของเชฟหนุ่ม ยูยะ เขาล่ะ
                อย่าเพิ่งกังวลใจว่าในราคา 1500++ บาท จะได้เลือกชิมแค่นี้ และยังมีไฮไลท์ให้เลือกอีก 6 จาน ได้แก่ ล็อบสเตอร์เทอมิดอร์  ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่างเสิร์ฟพร้อมซอสมิ้นท์, อกเป็ดอบซอสส้ม, เนื้อวากิวย่างซอสไวน์แดง, กุ้งแม่น้ำราดซอสสมุนไพร  กุ้งแม่น้ำไซส์ใหญ่ มันเยิ้มๆ ย่างให้พอดีสุก ราดซอสดิวออยล์ รับประทานคู่กับผักต้มและมันบด คนรักมันกุ้งไม่ควรพลาด สุดท้ายนับว่าเป็นซิกเนเจอร์ของมาดูซิก็ว่าได้สำหรับ ซุปทะเล หรือ ซุปบุยยาเบส ซึ่งเชฟหนุ่มแดนซามูไรเอาใจคนไทย ด้วยการปรับเปลี่ยนสูตรเล็กๆ น้อยๆ จากที่อาหารต้นตำรับขึ้นชื่อทางตอนใต้ของฝรั่งเศสให้ลดกลิ่นคาวของสูตรดั้งเดิม ซึ่งจะนำวัตถุดิบจากทะเลทั้งหมดใส่ต้มรวมในหม้อเดียวกัน  ทว่าสำหรับจานที่ว่ามานี้สามารถเลือกอร่อยได้เพียง 1 จานเพียวๆ ประมาณว่า ม้วนเดียวจบเท่านั้น
                 นอกจากนี้ยังขนมหวานที่เชฟการันตีว่าโฮมเมดทุกขั้นตอน อย่าง Creme Brulee เนื้อละเมียด ที่คำแรกจะหวานแหล่ม แล้วค่อยๆ แผ่รสหวาน หอม มันเบาๆ (ยิ่งตักเข้าปากยิ่งคิดถึงสังขยาบ้านเรา), พานนา คอตตา ราดซอสราสเบอร์รี่ ให้รสชาติเปรี้ยวหวานเบาๆ  สดชื่นด้วยผลไม้โรยหน้า, แยมโรลช็อกโกแลต อัดแน่นด้วยครีม...เอาเป็นว่าจะถามหาความอร่อยเพิ่มเติม หรือต้องการสำรองที่นั่งเพื่อความแน่ในโทรศัพท์ไปที่หมายเลข 0-2651-6400
.................................................
(ชิมอาหารฝรั่งเศสแฝงกลิ่นอายซามูไร : คอลัมน์ชวนชิม )

ปีนภู ดูดอกไม้ ณ เขาทุ่ง

ปีนภู ดูดอกไม้ ณ เขาทุ่ง : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์


             ทุ่งหญ้า หน้าฝน บนภูสูง ดูจะเป็นสุดยอดปรารถนาในยามนี้ พร้อมกับแอบหวังเล็กๆ ว่า น่าจะมีทะเลหมอกคลอเคลียหน้าผาในยามเช้า ยามเย็น เลยรีบตกปากรับคำ เมื่อเพื่อนเอ่ยปากชวน บวกกับทริปเที่ยวทุ่งดอกไม้กลางสายฝน บนภูสอยดาวพับไป... "เขาทุ่ง" เลยเป็นทางออกสุดท้ายก่อนล้อหมุนในค่ำคืนวันศุกร์ 

             เขาทุ่ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นชะง่อนเขาของเขากำแพง ทิวปลายสุดของเขาใหญ่ ระยะทางขึ้นเขาแม้ไม่สูงชัน เพราะมีระดับความสูงแค่ 890 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ระยะทางไกลถึง 17 กม.ทีเดียว ก่อนไปได้ข่าวว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเขาใหญ่ (ถ้าวิวเปิด) แต่ขณะเดียวกันก็ได้ข่าวว่า เคยมีคนเดินหลงที่นี่อีกเช่นกัน  
             จากกรุงเทพฯ ออกเดินทางสู่จุดนัดหมายที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หน่วย ขญ.9 แก่งหินเพิง อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เราใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก เพราะนัดเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งไว้ย่านนั้น กะว่าไปถึงดึกๆ พักเอาแรงสัก 1 ตื่น ยังไงก็ไม่น่าจะหลงทาง เพราะทางเข้าหน่วยอยู่ติดกับที่ทำการอำเภอนาดี พอเลี้ยวเข้าไปมีป้ายบอกทางตามแยก
            รุ่งเช้า เก็บข้าวของ แยกสัมภาระ แพ็กเป้เสร็จก็พากันออกหามื้อเช้ากันที่ร้านอาหารหน้าอำเภอ ก่อนมุ่งหน้าสู่ หน่วย ขญ.8 (ว่านเหลือง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นเขา เส้นทางก่อนถึงหน่วยฯ กำลังทำทาง เป็นลูกรังแดงๆ เจอฝนเข้าไปเละเอาเรื่อง ยังดีที่รถกระบะเอาอยู่ จุดขึ้นเป้อยู่เลยปากทางเข้าหน่วย ขญ.8 ไปไม่ไกล แต่ทางแคบลงเรื่อยๆ จนเจ้าของรถที่เพิ่งถอยมาใหม่ป้ายแดงใจแป้ว เพราะทั้งกิ่งไม้และหนามคอยระตลอดทาง จนไปสุดทาง เห็นห้องน้ำปากทางเข้าป่า ยังขำขำ ใครจะมาใช้
             แต่พอขึ้นเป้เดินไปได้แค่ 5 นาทีกว่าๆ ก็ถึงชายน้ำตก แก่งไม่ใหญ่แต่ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ และสายน้ำเอื่อยๆ ลดหลั่นสวยงาม ระดับน้ำกำลังพอแช่เล่นสนุกจนอยากจะเล่นน้ำ เลยถึงบางอ้อ ... น่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำกันบ้างหล่ะ เสียดายแค่ว่า เราเพิ่งขึ้นเป้เดินมาได้นิดเดียว เหงื่อยังไม่ทันออก จะแช่ให้ตัวเปียกก็กระไรอยู่ เพราะระยะทางที่ต้องเดินยังอีกไกลนัก
            ก่อนถึงชายน้ำ เจ้าหน้าที่บอกว่า ให้เก็บก้อนหินไปคนละก้อน จะมีจุดที่นำหินไปวางเพื่อแสดงความเคารพสถานที่ เหมือนขอเข้าป่าใช้เส้นทาง
            "อยากยกก้อนนี้จัง แต่ยกไม่ไหวอ่ะ ช่วยหน่อยดิ" ฉันบอกพร้อมกับชี้ไปที่หินก้อนใหญ่ ฝังอยู่ในดินครึ่งก้อน จนเพื่อนหันมาค้อน 555 สุดท้ายก็หยิบไปได้ก้อนนิดเดียว จนถึงจุดที่วางก้อนหินข้างทาง เห็นกองหินใหญ่จนเพื่อนแซวว่า อีกหน่อยเราคงต้องมาปีนเขาที่นี่แทนแน่ๆ
            เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นความเชื่อ ที่เห็นเยอะ นี่เพราะมีเด็กๆ มาทัศนศึกษา เดินศึกษาธรรมชาติอยู่หลายกลุ่ม นักท่องเที่ยวขึ้นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงหน้าหนาว เพราะจะเห็นทะเลหมอกตรึมๆ แสงอรุณเบิกฟ้าริมหน้าผาบนยอดเขาจะสวยงาม ส่วนที่มาหน้าฝนคงมีแต่พวกเรากระมัง
             ระยะทางเดินช่วงแรกทางยังชัด ระดับชันยังไม่มาก หากแต่เป้หนักๆ ก็ซวนเซได้ ระหว่างทางนอกจากข้ามธารน้ำตกช่วงแรกแล้ว ไปอีกไม่ไกลยังต้องเลาะข้ามน้ำอีก 2 จุด ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปเจอกับทุ่งโล่งช่วงสั้นๆ ข้างๆ กันเห็นสายน้ำไหล ถามไถ่ถึงได้รู้ว่าเป็นต้นน้ำของน้ำตกอโนดาต ยังไม่ทันจะวางเป้พัก ฝนก็โปรยละอองลงมา แต่แค่แป๊บเดียว ก็หยุดไป
             เกือบ 2 ชั่วโมงที่เดินเท้าจนเกือบบ่าย ก็ไปถึงธารน้ำสุดท้าย ก่อนจะตัดขึ้นเขา เลยได้พักกินข้าวเที่ยงกัน บระเจ้า ... เดินมาตั้งไกลเพิ่งได้ระยะทางแค่ 1 ใน 4 เอง  พักกันครู่ใหญ่ ก็ขึ้นเป้ออกเดินต่อ เจ้าหน้าที่บอกว่าตรงทางชันใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง ถึงจะพ้นขึ้นสันเขา ทางชันฉันว่าไม่เท่าไหร่ แต่ที่หนักใจ หนักกำลังเห็นจะเป็นซุ้มไผ่ที่โน้มตัวเข้าหากันจนกดต่ำ ใครจะผ่านก็ต้องมุดต้องคลาน ฉันโชคดีที่เอามาเฉพาะส่วนที่จำเป็นแบบคนขาสั้น เลยก้มน้อยหน่อยแต่เพื่อนฉันทั้งแบกเสบียงหนักๆ แถมต้องก้มต่ำ จนสุดท้ายเป้ฉุดลงไปนอนแอ้งแม้ง กว่าจะฉุดตัวเองขึ้นมาได้ ก็หัวเราะกันจนเหนื่อย
            กว่าจะผ่านช่วงแห่งความทรมานมาได้ ทำให้รู้ซึ้งถึงสัจธรรม ขาขึ้นอาจจะง่ายสำหรับบางคน แต่ส่วนใหญ่แล้วกว่าจะขึ้นได้ก็เหนื่อยสุดๆ เหมือนกัน ผิดกับขาลงที่แทบจะไถลตัวลงมาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับตอนชีวิตตกอับซะจริงๆ
           ถึงตอนหลัง ฉันเริ่มเหนื่อย เลยเดินไป หยุดถ่ายรูปไป หน้าฝนที่นี่ยังหลากหลายไปด้วยดอกไม้ดิน ทั้งเห็ดหลากชนิด บีโกเนียพันธุ์ต้นเล็กๆ และ ดอกดินที่ชูช่อดอกให้เห็นเป็นระยะ รวมถึง "พิศวง" พืชกินซากต้นจิ๋ว ที่มีให้เห็นในผืนป่าเขาใหญ่
          ฉันเดินเกาะกลุ่มหลัง จะได้ไม่ต้องเร่งมากนัก เดินไป พักไป จนเจอรอยกระทิง เดินตามดูเพลินจนเกือบหลงแยก ดีที่ว่ามีเจ้าหน้าที่เดินปิดท้ายกับกลุ่มเพื่อน เลยรอดตัวไป
          ราว 5 โมงเย็น ฝนเริ่มลงละอองอีกครั้ง แต่ก็โชคดีที่เราโผล่ไปเจอกับทุ่งโล่งๆ กว้างๆ กับหน้าผา  "ไชโย ... เราถึงแล้ว" ฉันทิ้งเป้ลงก่อนที่จะมองหาทำเลที่พักซะอีก เพราะตื่นเต้นกับ กระดุมเงิน และสร้อยสุวรรณา ที่ออกดอกกระจายในท้องทุ่งให้เห็น  มิน่า ...มิน่า ถึงเรียกว่าเขาทุ่ง
           เจ้าหน้าที่บอกฉันว่า ลงไปพักใกล้แหล่งน้ำข้างล่างจะสะดวกกว่า แต่เพื่อนที่ขึ้นมาก่อนไปดูทำเลแล้วลงความเห็นว่า นอนกันริมหน้าผาน่าจะเวิร์กกว่า เพราะบานหินเรียบ มีมุมหลบลมข้างพุ่มไม้ แถมมีต้นไม้ให้ผูกเปลที่หลบเข้ามาด้านในด้วย เอาเป็นว่า ค่ำนี้เราจะตั้งแคมป์ท้าทายลมฝนกันบนหน้าผา นี่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว หรือช่วงฝนหนักๆ ฉันคงคิดหนัก
            พอรู้แหล่งที่ตั้ง ฉันยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น ขอเดินดู เดินถ่ายรูปดอกไม้ดินเล็กๆ เหลืองๆ ที่เพิ่งเคยเห็นตอนออกดอกเยอะๆ ซะก่อนที่แดดจะหมดและฝนจะลงหนัก ก็ตั้งแต่เดินป่า ท่องเที่ยวธรรมชาติมาตั้งนาน ฉันยังไม่เคยไปถึงทุ่งดอกไม้แห่งสมอปูน ของเขาใหญ่ หรือดงนาทาม แห่งผาชะนะได ที่ขึ้นชื่อทั้งสร้อยสุวรรณาและดุสิตา เลยนี่นา
             จากหน้าผา เดินผ่านทุ่งหญ้าลงไปธารน้ำ ชำระร่างกายซะหน่อย ระหว่างทางอยากจะกรี๊ดดังๆ เพราะทุ่งที่ผ่านมา เจอทั้งดอกหงอนนาค แม้จะไม่มากนัก แต่สร้อยสุวรรณาแน่นกว่าแถวหน้าผาเยอะนัก เสียดายไม่ได้หยิบกล้องถ่ายรูปติดมือไปด้วย เลยได้แต่หมายมาดพรุ่งนี้จะมาเดินเก็บภาพอย่างเดียว ฝนอย่าตกก็แล้วกัน  ... ยามนี้เอาแน่เอานอนกับฝนฟ้าไม่ได้ซะด้วย
             ราตรีนี้ไม่ยาวไกล แต่ก็โชคดีที่ไม่มีฝนมากวนใจ ให้คนนอนกองกลาง หรือที่พวกเราจะเรียกว่านอนปลาทู ให้ต้องนอนแช่น้ำ แต่เช้าๆ ฟ้าก็ไม่ค่อยสดใส เพราะมีเมฆมากกว่าที่ดวงอาทิตย์จะเปล่งแสงขึ้นมาได้ ก็สายโด่ง เราก็เลยตื่นมาจัดการมื้อเช้ากันสายๆ ไม่แพ้กัน
            หลังมื้อเช้า มีเวลาอีกยาว เลยตะเวนเดินเล่นในทุ่งหญ้า ฉันชอบชายป่าด้านริมธารน้ำจัง เหมือนมีป่า 3 ระดับ ทั้งทุ่งหญ้า ดงเฟิร์นต้นและดงไม้ใหญ่ ขณะที่ริมก้อนหินใหญ่ที่ชุ่มน้ำ จะมีดอกไม้เล็กแต่งแต้มสีสัน แต่ไม่วายแอบเห็นขี้ช้างก้อนใหญ่ๆ ดีที่ว่าสภาพไม่ใหม่ให้ใจแป้ว ถ่ายรูปกันจนเกือบเที่ยงถึงได้เก็บข้าวของ โบกมือลาเขาทุ่งก้มหน้าก้มตาแบกเป้เดินทางกลับ ถึงตอนนี้ใจฉันปลิวไปอยู่ที่ธารน้ำตกริมชายป่าซะแล้ว
             ธรรมชาติของป่าหน้าฝน ให้ความชุ่มฉ่ำ แต้มระบายด้วยสีสันของดอกไม้ดิน แต่ขณะเดียวกัน ป่าสวยงามอาจก็เปลี่ยนเป็นโหดร้ายได้ในพริบตา ถ้าฝนถล่มจนเกิดน้ำป่า ... ต้องไม่ประมาท
................................
ติดต่อ ขญ.8 (ว่านเหลือง)  คุณไพรัตน์  08-6071-4957
...............................
(ปีนภู ดูดอกไม้  ณ เขาทุ่ง : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์ )

หุ้น'ซัมซุง'ร่วงหลังแพ้คดี'แอปเปิ้ล'

หุ้น'ซัมซุง'ร่วงหลังแพ้คดี'แอปเปิ้ล'

หุ้นของซัมซุง ร่วงกว่า 7% ในการซื้อขายเช้านี้ หลังศาลสหรัฐตัดสินเมื่อวันศุกร์ให้แอปเปิ้ล ชนะคดีที่ฟ้องซัมซุง ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ลอกเลียนแบบไอโฟนและไอแพด และสั่งให้จ่ายค่าเสียหาย 32,000 ล้านบาท  27 ส.ค. 55  หุ้นของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ดิ่งลง 7.5 % ในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้เช้านี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในวันเดียวในรอบเกือบ 4 ปีนับตั้งแต่ต.ค.2551 
          ขณะที่แอปเปิ้ล มีแผนจะยื่นขอให้ศาลออกคำสั่งห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของซัมซุงที่ลอกเลียนสิทธิบัตรของไอแพดและไอโฟนในสหรัฐ โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่ 20 กันยายน ซึ่งหากศาลสั่งห้ามจำหน่าย ก็จะกระทบต่อรายได้ของซัมซุงอย่างแน่นอน และนักวิเคราะห์ประเมินว่า รายได้ของซัมซุงจะหดหายไป 4% ในปีนี้เกี่ยวกับปัญหาลิขสิทธิ์
          คดีของสองยักษ์ใหญ่นี้ถูกจับตามากที่สุด หลังจากทั้งคู่ยื่นฟ้องกันและกันในหลายประเทศ และเพียงไม่ถึง 10 ชั่วโมงก่อนศาลสหรัฐมีคำตัดสิน ศาลในเกาหลีใต้เพิ่งตัดสินว่าทั้งซัมซุงและแอปเปิ้ลต่างละเมิดลิขสิทธิ์ของกันและกัน และสั่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายจ่ายค่าเสียหายจำนวนเล็กน้อย และก่อนหน้านั้นศาลอังกฤษก็ตัดสินว่าซัมซุงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของแอปเปิ้ล 
          แอปเปิลได้ยื่นฟ้องซัมซุงเมื่อเมษายน 2554 เรียกค่าเสียหาย 2,500 ล้านดอลลาร์ และซัมซุง ได้ฟ้องกลับโดยเรียกค่าเสียหายเกือบ 400 ล้านดอลลาร์ จากนั้นสองบริษัทยื่นฟ้องกล่าวหาอีกฝ่ายว่าลอกนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอีกหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ แต่คดีในสหรัฐสำคัญที่สุด และจะส่งผลถึงการจัดการกับสิทธิบัตรในอนาคต แต่คำตัดสินครั้งนี้ไม่กระทบ สมาร์ทโฟน กาแล็กซี เอส 3 ของซัมซุงที่เพิ่งวางจำหน่ายปลายเดือน พ.ค.และเป็นรุ่นขายดีที่สุดของซัมซุง ที่มียอดขายถึง 10 ล้านเครื่อง


----------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)

'ทิ้งปืน!! ปลูกป่า' เทคนิคดอนเมือง

'ทิ้งปืน!! ปลูกป่า' เทคนิคดอนเมือง

'ทิ้งปืน!! ปลูกป่า' เทคนิคดอนเมือง...เท่ยกแก๊ง : โดย... ผกามาศ ใจฉลาด

              มีครูบาอาจารย์หลายท่านที่วิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองบ่นหนาหูเชิงน้อยใจว่าเวลาเด็กเทคนิคดอนเมืองส่วนใหญ่ทำเรื่องดีๆ ไปประกวดแข่งขันวิชาการได้รางวัล ไม่เห็นมีสื่อมวลชนสนใจไปทำข่าว แต่พอเด็กส่วนน้อยทำไม่ดีกลับตีข่าวใหญ่โต ทำให้ภาพวิทยาลัยเสียหาย แต่นั่นถือเป็นสัจธรรมชีวิตคนอยู่ร่วมกัน "ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง" อย่างไรก็ตาม ขอให้น้องๆ ทำความดีต่อไป สักวันต้องมีคนเห็นอย่างแน่นอน อย่างวันนี้ไปเห็นมาจะจะ เลยขอจัดเต็มให้น้องๆ วิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองที่ยอมถอดเสื้อช็อป วางปากกา แท่งเหล็ก สายไฟ ไขควงไปจับต้นไม้ปลูกป่าสีเขียวให้แก่ท้องทะเลไทยกับเครือข่ายคนพิการ ในโครงการปลูกป่าชายเลน ณ ศูนย์การเรียนรู้และอนุรักษ์ป่าชายเลน หาดขลอด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดโดยกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันความภาคภูมิใจ
           ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการปลูกป่าเทิดพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน ปรีชา กันธิยะ อธิบดี ศน. เล่าว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการพลิกฟื้นระบบสมดุลของธรรมชาติให้กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินไทย
           ในฐานะรุ่นพี่อย่าง น้องฝน หรือน้ำฝน จำปาทอง นักเรียนชั้น ปวส.2 สาขาบัญชี บอกว่า พยายามปรับกิจกรรมและทัศนคติต่างๆ ที่ทำกับรุ่นน้อง จากกิจกรรมที่รุนแรง เช่น ให้ดื่มเหล้า หรือไปตีกัน มาเป็นกิจกรรมสร้างประโยชน์แก่สังคม เช่นการมาปลูกป่าครั้งนี้เป็นสิ่งที่รุ่นพี่อย่างเราชวนน้องๆ มาทำ ซึ่งหลายคนสมัครใจมาทำ เชื่อว่าอนาคตเราจะทำให้รุ่นน้องมาทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากขึ้นกว่าไปตีกัน
             น้องเจริญ หรือเจริญ แซ่ย่อง นักเรียนชั้น ปวส.1 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ กล่าวว่า ได้มาทำกิจกรรมปลูกป่าเป็นครั้งแรก รู้สึกดีที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคม ต่อจากนี้ไปเราจะทำให้วิทยาลัยของเรามีชื่อเสียงในด้านดี ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการตีกัน พอไปที่ไหนคนก็จะได้ไม่เข้ามาถามอีกว่า วิทยาลัยนี้ที่เขาตีกันใช่ไหม ต่อไปตนจะขึ้นเป็นรุ่นพี่ ก็จะหากิจกรรมดีๆ เหล่านี้มาให้รุ่นน้องได้ทำดีกว่าไปวิ่งไล่ตีกัน มันไม่เกิดประโยชน์แก่ใครแถมยังทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน
           วัชรธร ปภาพัฒน์กุล นักเรียนปวช. 2 ช่างอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ที่ผ่านคนข้างนอกอาจจะมองว่า เด็กเทคนิคดอนเมืองเป็นพวกหัวรุนแรง มีการตีกัน แต่ในสถานการณ์ขณะนี้ ได้ผ่อนคลายลงแล้ว ซึ่งตนและเพื่อนได้มาร่วมกิจกรรมปลูกป่าเป็นครั้งแรก เชื่อว่าศาสนาจะกล่อมเกลาจิตใจให้ตน หรือเพื่อน ลดความรุนแรงลงได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่เคยไปตีกับใคร ก็ไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก
            ปัจจุบันวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองมีนักเรียนอยู่ประมาณ 2,000 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มเสี่ยง คือนักเรียนที่มีประวัติทำความผิด 200 คน 2.กลุ่มเฝ้าระวังที่พร้อมจะคล้อยตามกลุ่มเพื่อนและรุ่นพี่ที่อยู่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่ 3 คือนักเรียนปกติ ถือเป็นเด็กส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากมีกิจกรรมจัดทำค่ายอบรมคุณธรรมจะคัดเลือกเอาเด็กกลุ่มเสี่ยง 200 คนเข้ารับการอบรมก่อน ส่วนกลุ่มเด็กที่ต้องเฝ้าระวังจะเน้นพาออกไปทำกิจกรรมให้บริการชุมชน เช่น โครงการ 108 อาชีพ โครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน fix it center เป็นต้น
           แม้หลายคนจะมองปัญหาความก้าวร้าวของเด็กอาชีวะ ส่วนหนึ่งเกิดจากค่านิยมของผู้ปกครองที่ อยากให้ลูกเรียนจบปริญญา เลยส่งเสียให้ลูกเรียนในสายสามัญ ส่วนเด็กที่เหลือ ก็ถูกโยนมาที่วิทยาลัยอาชีวะ ทำให้เด็กเกิดปมด้อย และพยายามหาปมเด่นจากการรวมกลุ่มกับรุ่นพี่และรุ่นน้องไปกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำตัวเป็นนักเลง แต่เชื่อมั่นว่าความพยายามของครูบาอาจารย์ หน่วยงานภายใน ภายนอก พ่อแม่ เพื่อนและตัวนักเรียนร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมดีๆ จริงๆ จะนำไปสู่มิติใหม่ของนักเรียนวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองอย่างแน่นอน
.......................................................
นานาทัศนะ
           เหลือบไปเห็นคณะอาจารย์ ผู้บริหารของวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองที่กำลังนั่งยิ้ม มองดูลูก      ศิษย์อย่างภาคภูมิใจ อย่าง อาจารย์นวลน้อย สมุทรสกุลเจริญ อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง กล่าวว่า การปลูกป่าชายเลนทำให้เด็กๆ ได้เปลี่ยนอิริยาบถจากเดิมเรียนอยู่ในห้องเรียนมาทำกิจกรรมดีๆ ได้ผ่อนคลายในอารมณ์จากความตึงเครียดในวิทยาลัย อีกทั้งได้ทำประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อประเทศ ได้เห็นคุณค่าในตัวเขาเอง ที่สำคัญได้มาเห็นผู้ด้อยโอกาสที่ยังทำประโยชน์ได้ ตัวเขาไม่ได้พิการก็น่าที่จะสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมได้
           "ถ้าเด็กอยู่แต่ในวิทยาลัย ก็เป็นธรรมดาเด็กช่างเห็นแต่เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นเหล็ก มีแต่ความแข็งกระด้างทุกวัน ตอกย้ำทำให้จิตใจเขาแข็งกระด้างไปด้วย ต่างจากที่ออกมาเห็นธรรมชาติ เห็นป่าบ่อยๆ ผู้คนอื่นๆ ในสังคม มีส่วนทำให้สภาพจิตใจเขาเห็นใจคนอื่นมากขึ้น" อาจารย์นวลน้อย กล่าว
          ขณะที่ คำรณ โพยมรัตน์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง เปิดใจว่า กิจกรรมนี้ทำให้ลูกศิษย์รู้จักคำว่า จิตสาธารณะ ให้เกิดขึ้นกับเด็ก แต่โอกาสทำดีไม่มีเลยไปสร้างปมเด่นนอกวิทยาลัย ไปรวมกลุ่มทะเลาะวิวาทกัน ถ้าเรานำเด็กมาทำกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้เด็กมีจิตสาธารณะ รู้จักการให้ การบริการ รู้จักทำให้สังคมดีขึ้น จะสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเด็กให้ดีมากขึ้น
            "กิจกรรมดีๆ แบบนี้เราไม่ได้เข้าร่วมกันบ่อยๆ แต่จากนี้ไปเราจะนำเด็กเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับสาธารณะมากขึ้น ในระยะแรกจะเชิญทุกคนมาเข้าร่วม จากนั้นจะเวียนไปทุกแผนก แม้จะมีปัญหาเรื่องของเวลา การเรียนการสอนเข้ามา แต่จะพยายามนำเด็กออกมาทำกิจกรรมดีๆ แบบนี้ให้มากขึ้น" คำรณ กล่าว
.........................................................
('ทิ้งปืน!! ปลูกป่า' เทคนิคดอนเมือง...เท่ยกแก๊ง : โดย... ผกามาศ ใจฉลาด )