วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หนังสือขายดีที่สุดของโลก 10 อันดับ

 















ระหว่างที่โลกสีฟ้าใบนี้หมุนรอบตัวเองอยู่ในแต่ละวัน มีหนังสือมากมายที่สำเร็จเสร็จสิ้นจากแท่นพิมพ์พร้อมออกมาสู่สายตาผู้อ่าน มีผลงานหลายเรื่องกลายเป็นอีบุ๊กรอให้โหลดมาอ่านโดยไม่ต้องพกหนังสือ
ทว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วท่ามกลางตัวอักษรมากมายที่ล้นทะลักมาสู่คนอ่าน มีหนังสือไม่มากนักหรอกที่ทั้งโลกจะรู้จักและติดอันดับขายดิบขายดีตลอดกาล
เหมือนหนังสือ 10 อันดับต่อจากนี้ ที่งานวิจัยล่าสุดของ Business Insider ยืนยันว่าเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมตลอดไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน โดยเป็นผลการวิเคราะห์ที่อ้างอิงจากจำนวนยอดพิมพ์และยอดจำหน่ายทั่วโลกในรอบ 50 ปี



อันดับ 1 ตกเป็นของ “The Holy Bible” หรือพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ นอกจากจะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดแล้วด้วยตัวเลข 3,900 ล้านเล่มแล้ว ยังเป็นหนังสือที่แปลเป็นภาษาต่างๆ มากที่สุดในโลกประมาณ 340 ภาษาอีกด้วย
จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะหากมองตามสัดส่วนการนับถือศาสนาของประชากรโลกแล้ว ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดและไม่ว่าจะนิกายใดก็ยึดถือพระ คัมภีร์ไบเบิลเป็นหลักสำคัญตามความเชื่อที่ว่านี่คือพระวจนะจากพระเจ้า ดังนั้น นอกจากไบเบิลจะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกเล่ม หนึ่งแล้วจึงมีความหมายทางจิตใจอย่างยิ่ง และเป็นหนังสือที่ถูกมอบเป็นของขวัญให้กันอยู่เสมอ
ยอดขายของ The Holy Bible จึงอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธา


อันดับ 2 เป็นของประเทศจีนกับ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หนังสือเล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยในชื่อว่า “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงปี พ.ศ.2509-2514 หนังสือแดงฉบับจิ๋วของประธานเหมาฯเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ชาวจีนทุกคนจะต้องมีไว้ในครอบครองคนละเล่ม โดยมีนัยยะสำคัญคือเพื่อหลอมทัศนคติของผู้อยู่ใต้การปกครองให้ไปในทิศทาง เดียวกัน ถึงแม้ว่าวันนี้ม่านไม้ไผ่จะเปิดกว้างต่อโลกภายนอกอย่างเต็มที่ และประเทศจีนก็เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ทว่าอิทธิพลของหนังสือยังคงหลงเหลืออยู่ และกลายเป็นหนังสือติดบ้านของผู้คนในประเทศที่มีประชากรเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยตัวเลข 820 ล้านเล่ม

อันดับ 3 คงคุ้นเคยกันดีกับชื่อของ “Harry Potter” นวนิยายแฟนตาซีผจญภัยในดินแดนแห่งเวทมนตร์จำนวน 7 เล่ม ที่ร่ายเวทย์โดย “เจ. เค. โรว์ลิ่ง” แฮรี่ พอตเตอร์ สร้างปรากฏการณ์มากมายสารพัดในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาทิ เล่มแรกได้รับการแปลเป็นภาษากรีกโบราณ ซึ่งถือเป็นงานเขียนในภาษากรีกโบราณที่ยาวที่สุดนับแต่นวนิยายของเฮลิโอโด รัสแห่งอีเมซาในคริสต์ศตวรรษที่ 3, ทำให้นิวยอร์ก ไทมส์ตัดสินใจเปิดอันดับขายดีอีกหนึ่งประเภทคือวรรณกรรมสำหรับเด็กขึ้นโดย เฉพาะ, เจ.เค.โรว์ลิงกลายเป็นนักเขียนคนเดียวที่ติดอันดับมหาเศรษฐีโลก รวมถึงเป็นชุดหนังสือที่มียอดขายกว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลกด้วย





อันดับ 4 เป็นผลงานแนวแฟนตาซีเช่นกันคือ “The Lord of the Rings” มหากาพย์ไตรภาคแห่งการผจญภัยโดย “เจ. อาร์. อาร์ โทลคีน” ศาสตราจารย์ภาษาศาสตร์และศาสนาชาวอังกฤษ นิยายเรื่องนี้ได้แปลไปเป็นภาษาต่างๆ กว่า 38 ภาษา พร้อมยอดขาย 103 ล้านเล่ม และได้รับยกย่องให้เป็นนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20



อันดับ 5  “The Alchemist” โดย “เปาโล คูเอลญู” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยนักเขียนศรีบูรพาคนล่าสุด “ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” ในชื่อ “ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน” เป็นเรื่องราวการเดินทางออกค้นหาขุมทรัพย์ของซานติเอโก ระหว่างการเดินทางเด็กหนุ่มได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองและรู้จักความฝัน ที่กำลังไขว่คว้า ไม่แปลกที่นิยายเรื่องนี้จะจับใจคนที่กำลังมีความฝันและคนที่เคยละทิ้งความ ฝันจนมียอดขาย 65 ล้านเล่มทั่วโลก




อันดับ 6 คือ “The Da Vinci Code” นิยายท้าทายคริสตจักรโดยนักเขียนชาวอเมริกัน “แดนน์ บราวน์” ที่หอบตัวเลข 57 ล้านเล่มมาพร้อมกับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ


อันดับ 7 สาวๆ คงกรี๊ดเพราะ “Twilight – The Saga” โดย “สเตฟานี่ เมเยอร์” ความดังก็ขนาดสร้างปรากฏการณ์ความรักระหว่างแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า และสาวสวย ให้เกิดเป็นพล็อตซ้ำๆ ขึ้นได้กับอีกหลายๆ สื่อจนถึงวันนี้นั่นล่ะ ยอดขายคือ 43 ล้านเล่มทั่วโลก




อันดับ 8 เป็นนวนิยายอมตะสุดคลาสสิกแนวดราม่า-โรมานซ์ “Gone With the Wind” ผลงานเล่มแรกและเล่มเดียวของ “มาการ์เร็ต มิเชล” ที่แม้จะเขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2479 แต่ก็สามารถเบียดรุ่นลูกรุ่นหลานครองใจคนรุ่นปัจจุบันได้ด้วยตัวเลข 33 ล้านเล่ม อาจเพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเรื่องความรัก-ความพลัดพรากก็ยังคงเป็น ปัจจุบันอยู่เสมอ เล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “วิมานลอย”



อันดับ 9 เป็นทีของฮาวทูอย่าง “Think and Grow Rich” โดย “นโปเลียน ฮิลล์” ชื่อหนังสือภาษาไทยสรุปเรื่องได้ชัดมากคือ “คิดอย่างไรให้รวย” ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์วิกฤตการเงินโลก โดยนำเทคนิคจิตวิทยามาสร้างหลัก 13 ข้อเพื่อนำตัวเองสู่ความสำเร็จทางความมั่งคั่ง เขียนตั้งแต่ปี พ.ศ 2480 แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ไม่มีเรื่องเวลามากำกับก็ทำให้มียอดขาย 30 ล้านเล่ม



อันดับที่10 เรื่องจริงของสาวน้อยที่ตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 “The Diary of Anne Frank” ก็ยังคงจับใจคนทั่วโลกอยู่เสมอพร้อมยอดขาย 27 ล้านเล่ม
“เป็นสิบอันดับของหนังสือขายดีระดับโลกที่สะท้อนให้เห็นชัดเลยว่า ความรัก ความฝัน ความหวัง ความร่ำรวย และความศรัทธา คือสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากเพียงใด”

ที่มา นสพ.มติชนรายวัน

10 อันดับ เมืองเก่าแก่ที่สวยที่สุดในโลก


Delhi

อันดับที่ 10 Delhi
3,000 years

Rome

อันดับที่ 9 Rome
753 BCE

Xi’an

อันดับที่ 8 Xi’an
3,100 years

Lisbon

อันดับที่ 7 Lisbon
3,200 years

Athens

อันดับที่ 6 Athens
3,500 years

Tel Aviv

อันดับที่ 5 Tel Aviv
4,000 years

Jerusalem

อันดับที่ 4 Jerusalem
6,000 years

Beirut

อันดับที่ 3 Beirut
5,000 years

Plovdiv

อันดับที่ 2 Plovdiv
since 6,000

Damascus

อันดับที่ 1 Damascus
12,000 years

………………………………..
เครดิต : http://www.toptenthailand.com
ที่มา http://www.ที่สุดในโลก.com/goto/http://travel.mthai.com/

10 ประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลก


10 ประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลก โดย วิเคราะห์จากความน่าอยู่ ปลอดภัย สถิติการเกิดคดีอาชญากรรมต่ำ และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี (ต้อนรับอบอุ่น ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว) เป็นต้น
“อาสค เมน” แนะนำ 10 อันดับประเทศน่าเที่ยวเนื่องจากมีความ “เป็นมิตร” ต่อนักเดินทางมากที่สุดในโลก… ไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือไม่ก็ตาม มาดูกันว่า “10 ประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลก“ ในที่นี้ ประกอบด้วยประเทศใดบ้าง

ประเทศเยอรมนี


อันดับที่ 10 ประเทศเยอรมนี
จะว่าไปแล้วคนเยอรมันเองก็เป็นนักเดิน ทางท่องเที่ยวต่างประเทศตัวยง ในขณะที่ประเทศของเขาก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเยือนเกือบ 20 ล้านคนในแต่ละปี แม้ว่าภายนอกชาวเยอรมันอาจดูเหมือนเป็นคนเย็นชา แต่ถ้าได้รู้จักหรือทักทายกันแล้วล่ะก็ คุณจะรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรที่พวกเขามีให้อย่างเต็มเปี่ยม
ถึงแม้ว่าเยอรมนีจะมีสถิติการเกิดคดี อาชญากรรมค่อนข้างสูง (เพิ่มขึ้น 30% ในรอบ 7 ปี) แต่ถ้าเทียบกับสหรัฐอเมริกาก็ยังถือว่ามีสถิติการเกิดเหตุการณ์รุนแรงต่ำ กว่ามาก ที่สำคัญคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องภายในของคนในท้องถิ่น ไม่ใช่คดีทำร้ายร่างกายหรือคุกคามข่มขู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ประเทศเนเธอร์แลนด์


อันดับที่ 9 ประเทศเนเธอร์แลนด์
ในแต่ละปีที่เมืองอัมสเตอร์ดัม จะมีบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเยือนประมาณ 7 ล้านคน และสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นปลื้มก็คือ ความเป็นมิตรและมีชีวิตชีวาของชาวดัทช์
แม้ว่าแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งของประ เทศเนเธอร์แลนด์ หรือแม้กระทั่งตามสถานีรถไฟ จะขึ้นชื่อเรื่อง “ล้วงกระเป๋า” นักท่องเที่ยว แต่สถิติการเกิดคดีอาชญากรรมของประเทศนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และจัดว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

ประเทศสกอตแลนด์


อันดับที่ 8 สกอตแลนด์
ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางไปเยือนสกอตแลนด์ทั้งสิ้นจำนวน 16 ล้านคน ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวเหล่านี้จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง จากชาวสกอตแลนด์ที่มีมาตรฐานการศึกษาค่อนข้างสูง มีอารมณ์ขัน และยึดมั่นในวัฒนธรรมของตนเอง
อย่างไรก็ตาม หากนำสถิติการเกิดอาชญากรรมรุนแรงในสกอตแลนด์มาเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา จะพบว่าที่นี่มีคดีอาชญากรรมสูงกว่า แต่มักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบนอกแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยมากนัก แถมสถิติการฉกชิง วิ่งราว รูดทรัพย์นักท่องเที่ยวยังต่ำมากๆ อีกด้วย

ประเทศฟิจิ


อันดับที่ 7 ประเทศฟิจิ
ฟิจิ เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งนำรายได้หลักเข้าสู่ประเทศมากกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทในแต่ละปี ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่เต็มไปด้วยเกาะมากกว่า 300 แห่งอย่างฟิจิ จึงยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน
นอกจากนี้ ชาวฟิจิยังเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นและยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ ยินดีช่วยเหลือทุกครั้งที่นักท่องเที่ยวร้องขอ ที่สำคัญสถิติการเกิดอาชญากรรมยังอยู่ในระดับต่ำและลดลงอย่างต่อเนื่อง น่า เสียดายที่หลังจากรัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 2007 คะแนนความเป็นมิตรของประเทศฟิจิก็ลดต่ำลง แต่นับว่ายังโชคดีที่ปัจจุบันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศฟิจิยังคงแข็ง แกร่งเหมือนเดิม

ประเทศอิตาลี


อันดับที่ 6 ประเทศอิตาลี
อิตาลี ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮอตและอยู่ในอันดับ ท็อปไฟว์ของประเทศที่มีนักท่อง เที่ยวเดินทางไปเยือนมากที่สุดในโลก ประเทศนี้มีประชากรราว 58 ล้านคน แต่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเยือนมากถึงปีละเกือบ 40 ล้านคนเลยทีเดียว
เมื่อใดก็ตามที่นักท่องเที่ยวสนใจ ศึกษาวัฒนธรรมของชาวอิตาลี พวกเขาก็พร้อมที่จะสอนทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการทำอาหารหรือสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะ แม้ว่าประเทศ นี้จะขึ้นชื่อเรื่องล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยว แต่ถ้าหากเราเตรียมการป้องกันเป็นอย่างดีก็แทบไม่มีอะไรให้กังวลอีก

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


อันดับที่ 5 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เป็นที่รู้กันว่าชาวสวิสขึ้นชื่อใน เรื่องการทุ่มเทและตั้งใจทำงานอย่างหนัก อีกทั้งยังซื่อสัตย์เชื่อถือได้ แต่สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจก็คือ ความเป็นมิตรของผู้คน ทั้งยังเอาใจใส่ดูแลนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ชาวสวิสจะให้ข้อมูลทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวต้องการ และยินดีให้ความช่วยเหลือเมื่อถูกร้องขอ
ด้านความปลอดภัยถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วโดยส่วนใหญ่ สถิติการเกิดคดีอาชญากรรมก็ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 50% ถึงแม้ว่าจะมีขโมยมากกว่า แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่งพบว่าการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศนี้ มีความปลอดภัยมากกว่าการเดินเล่นแถวบ้านตนเองด้วยซ้ำ

ประเทศออสเตรเลีย


อันดับที่ 4 ประเทศออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 5 ล้านคนเดินทางเข้าไปเยือนในแต่ละปี ส่งผลให้มีรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวปีละเกือบสองแสนล้านบาท
สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีอะไรให้นัก ท่องเที่ยวกังวลมากนัก เพราะมีสถิติการเกิดอาชญากรรมต่ำ ยกเว้นปัญหาเรื่องการ “ขโมยรถ” เนื่องจากมีสถิติรถหายสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ถึง 2 เท่า ซึ่งถ้าหากใครมีแผนเช่ารถขับกินลมชมวิวที่ออสเตรเลียแล้วล่ะก็คงต้องคอยดูแล รถให้ดีๆ

ประเทศแคนาดา


อันดับ ที่ 3 ประเทศแคนาดา
แคนาดา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มักอยู่ในอันดับต้นๆ ของการจัดอันดับ (ในด้านที่ดี) ไม่ว่าจะเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก เมืองปลอดภัยที่สุดในโลก หรือแม้กระทั่งเมืองที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เป็นต้น
สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่แคนาดามีสถิติการเกิดอาชญากรรมรุนแรงใน ระดับที่ต่ำ มาก ทั้งยังยินดีเปิดบ้านต้อนรับคนต่างชาติไม่ว่าจะในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ อยู่อาศัย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมแคนาดาจึงอุดมไปด้วยวัฒนธรรมอันหลาก หลาย ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อนักท่อง เที่ยวมากที่สุดในโลก

ประเทศนิวซีแลนด์


อันดับที่ 2 ประเทศนิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 4 ล้านคน ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมธรรมชาติอัน บริสุทธิ์และสวยงามของประเทศนี้ราว 2 ล้านคน ส่งผลให้มีรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวสูงถึงปีละ 6.7 หมื่นล้านบาท
พลเมืองของประเทศนี้ขึ้นชื่อในเรื่อง ของความซื่อสัตย์และไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ถึงขนาดไม่ล็อคประตูบ้าน และมีมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยภายในองค์กรที่ไม่ค่อยเข้มงวดมาก นัก แม้ว่าปัจจุบัน ทางการนิวซีแลนด์จะกระตุ้นให้เพิ่มความระมัดระวังและรักษาความปลอดภัยให้ เข้มงวดขึ้น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว พวกเขายังคงน่ารักและเป็นมิตรกับทุกคนเหมือนเช่นเคย

ประเทศไอร์แลนด์


อันดับที่ 1 ประเทศไอร์แลนด์
โลนลี่ แพลนเน็ต ยกย่องให้ไอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีความเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก ประเทศนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดใน ยุโรป ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเยือนมากกว่า 6 ล้านคน ในขณะที่มีประชากรเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น
แม้ว่าผู้คนในประเทศนี้จะมีอดีตที่แสนเจ็บปวดจากการเข่นฆ่าและภัยสงคราม แต่ในปัจจุบันสถิติอาชญากรรมของไอร์แลนด์อยู่ในระดับที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ (ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา 75%) จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่แสนสงบสุข ผู้คนนิยมออกมาสังสรรค์กันตามผับเพื่อแชร์ความทุกข์ ร่วมสุข และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ที่สำคัญชาวไอร์แลนด์ยังต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง เสมือนเพื่อนอีกด้วย
ที่มา : http://www.ที่สุดในโลก.com/goto/http://travel.mthai.com/

10 ประเทศอากาศดีที่สุดในโลก

ก่อนอื่นต้องบอกว่า “10 ประเทศอากาศดีที่สุดในโลก ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์หรือเป็นแหล่งโอโซน แต่เป็นประเทศที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการอพยพย้ายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายหลังเกษียณ หรือเมื่อต้องการซื้อบ้านหลังที่สอง เป็นต้น
ทั้ง 10 ประเทศที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ มีสภาพอากาศโดยรวมที่ไม่แปรปรวน ไม่ร้อนหรือหนาวจัดจนเกินไป และไม่ใช่ประเทศที่อยู่ในเขตมรสุมที่มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี (แม้ว่าภายในประเทศนั้นๆ จะมีบางพื้นที่ ที่หนาวจัด ร้อนจัด หรือฝนตกชุก แต่ก็สามารถเลือกอยู่ในเมืองที่มีอากาศดีกว่าได้)
บทความนี้จัดทำขึ้นโดย “อินเตอร์ เนชั่นแนล ลีฟวิ่ง” ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการใช้ชีวิตวัยเกษียณในต่างแดน ซึ่งได้ทำการสำรวจและนำมาเผยแพร่ให้สมาชิก ตลอดจนผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบ การพิจารณา (ถึงไม่มีแผนโยกย้าย แต่อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มเติมนะ…จะบอกให้)
1. สาธารณรัฐมอลตา



สำหรับบางท่าน “มอลตา” อาจเป็นประเทศที่ไม่ค่อยคุ้นเคยหรือแทบไม่เคยนึกถึงซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก อะไร เพราะแม้แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ก็แทบไม่เคยได้ยินหรือรู้จักประเทศมอลตา เลย (ที่นั่นมีคนไทยอาศัยอยู่ และมีร้านอาหารไทย 2 ร้าน – ข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศ)
สาธารณรัฐมอลตา   เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของยุโรป  (ถัดลงมาทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี)  โดยอยู่ห่างจากเกาะซิซิลีของประเทศอิตาลีราว 60 ไมล์ (97 ก.ม.)



สภาพอากาศที่มอลตาถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป กล่าวคือ มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน มีแสงแดดเฉลี่ยวันละ 5.2 ช.ม. ไม่เว้นแม้กระทั่งในเดือนธันวาคม (ขณะที่หลายประเทศในแถบยุโรปกำลังมีหิมะตก หนักและต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ แต่มอลตากลับแทบไม่เคยได้สัมผัสหิมะเลย) อย่างไรก็ตาม มอลตาอาจมีฝนตกหนักบ้างบางช่วง แต่มักเกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
น่าเสียดายที่เกาะมอลตามีหาดทรายไม่กี่แห่ง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะบนเกาะมอลตามีกิจกรรมให้ทำมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนซึ่งจะมีงานรื่นเริงให้ร่วมเฉลิมฉลองกัน อย่างสนุกสนาน และมีการจุดดอกไม้ไฟอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดำน้ำและล่องเรือใบ มอลตาจะเป็นสวรรค์สำหรับคุณ แต่ถ้าใครไม่ค่อยปลื้มกีฬาทางน้ำก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกมากมาย อาทิ ตีกอล์ฟ ขี่ม้า แข่งวิ่ง ฯลฯ หรือถ้าชอบดูหนัง ฟังเพลงคลาสสิก ท่ามกลางบรรยากาศเก่าๆ แบบย้อนยุค ในเมืองหลวงของมอลต้าที่มีชื่อว่า “วัลเลตตา” ยังเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรป  ซึ่งที่นั่นจะมีการแสดงโอเปร่า  ละครเวที ฉายภาพยนตร์ รวมถึงการแสดงดนตรี และบัลเล่ต์ ให้ชมกันอย่างจุใจตลอดช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคม



2. สาธารณรัฐเอกวาดอร์



เอกวาดอร์ อยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ โดยตั้งอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตร พรมแดนทางตอนเหนือจรดโคลัมเบีย ทางตะวันออกและทางใต้ติดกับประเทศเปรู และมีชายฝั่งทางตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก
ด้วยความที่ตั้งอยู่บริเวณเส้น ศูนย์สูตร เอกวาดอร์ (ทั้งประเทศ) จึงได้รับแสงแดดแบบเต็มๆ ถึง 12 ช.ม. ต่อวัน และ 365 วันต่อปี แต่เนื่องจากเอกวาดอร์มีสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน 3 ลักษณะ กล่าวคือประกอบด้วย พื้นที่ๆ เป็นภูเขา ป่าฝน และพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลแปซิฟิก ดังนั้นในแต่ละพื้นที่จึงมีสภาพอากาศที่แตกต่างกัน



ตัวอย่างเช่น เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ที่มีชื่อว่า “กิโต้” ซึ่งตั้งอยู่ในเซ็นทรัล วัลเล่ย์ และถูกโอบล้อมโดยแนวเขาแอนเดรีย (บนเทือกเขาแอนดีส) ทั้งทางทิศตะวันออกและตะวันตก โดยมีเส้นศูนย์สูตรพาดผ่านห่างไปทางตอนเหนือของเมืองเพียง 20 ไมล์ (32  ก.ม.) ทั้งยังอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 9,350 ฟุต (2,849 เมตร) [เป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก] ทำให้กิโต้มีสภาพอากาศเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ประมาณ 24 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน และ 10-13 องศาเซลเซียสในช่วงเวลากลางคืน
อากาศที่เมืองกิโต้นั้นค่อนข้างแห้ง และไม่มียุง โดยปกติในช่วงเวลากลางวันคุณสามารถออกไปเดินเล่นข้างนอกโดยสวมเพียงเสื้อยืด กางเกงขาสั้น แต่บางวันอาจถึงกับต้องสวมเสื้อกันหนาวขนสัตว์ หากมีเมฆหนาปกคลุมจนบดบังแสงอาทิตย์ไปทั่วทั้งเมือง (อย่าลืมว่ากิโต้เป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะใช้ชีวิตบนความสูงระดับเดียวกับเมฆ) ดังนั้น หากใครชื่นชอบสภาพอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น ก็ต้องไปอาศัยอยู่ในเมืองแถบชายฝั่งทะเล





3. สาธารณรัฐเม็กซิโก



เม็กซิโกตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ทิศเหนือติดสหรัฐฯ ทิศใต้ติดกัวเตมาลาและเบลิซ ทิศตะวันออกติดอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบียน ส่วนทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิกและอ่าวแคลิฟอร์เนีย
ประเทศเม็กซิโกมีสภาพอากาศที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสูงของพื้นที่ ตลอดจนกระแสลมและน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก… พื้นที่ บริเวณชายฝั่งของประเทศเม็กซิโกจะมีสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแหลมยูกาตังและพื้นที่ลุ่มต่ำทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนพื้นที่ๆ อยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 900 เมตรขึ้นไปจะมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็น




ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยของเม็กซิโกจะอยู่ที่ประมาณ 40 นิ้ว และในบางช่วงของปีพื้นที่บริเวณอ่าวเม็กซิโก รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเลแคริบเบียนและแปซิฟิกอาจมีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้น ได้ ส่วนในบางพื้นที่แถบบาฮา และทางตอนเหนือของประเทศกลับแทบไม่มีฝนตกเลยตลอดทั้งปี




4. สาธารณรัฐโคลัมเบีย



โคลัมเบีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ทิศเหนือติดทะเลแคริบเบียน ทิศตะวันออกติดเวเนซุเอลาและบราซิล ทิศใต้ติดเปรูและเอกวาดอร์ ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิกและปานามา
เนื่องจากประเทศโคลัมเบีย ตั้งอยู่ ใกล้เส้นศูนย์สูตร สภาพอากาศโดยทั่วไปจึงมีลักษณะร้อนชื้นและมีอุณหภูมิคงที่ตลอดทั้งปี หากจะมีอุณหภูมิแตกต่างไปจากเดิมบ้าง (เพียงเล็กน้อย) ก็มีสาเหตุอันเนื่องมาจากฝนตกนั่นเอง



ระดับอุณหภูมิของโคลัมเบียจะเริ่มตั้งแต่ร้อนมากบนพื้นที่ระดับน้ำทะเล และจะค่อยๆ มีอุณหภูมิต่ำลงบนพื้นที่ๆ ที่อยู่สูงขึ้นไป โดยพื้นที่ทางด้านตะวันออกของชายฝั่งทะเลแคริบเบียนและแปซิฟิก จะมีอุณหภูมิและความชื้นสูงตลอดทั้งปี มีปริมาณน้ำฝนต่อปีโดยเฉลี่ย 40 นิ้ว ส่วนพื้นที่บนภูเขาอากาศจะเย็นลงโดยมี ลม ระดับความสูง และลักษณะภูมิประเทศเป็นตัวแปรที่สำคัญ
สำหรับโบโกตา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโคลัมเบีย ตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 8,660 ฟุต (2,640 เมตร) ที่นั่นจะมีฝนตกโดยเฉลี่ย 223 วันต่อปี และมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 14 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส




5. ประเทศออสเตรเลีย

 


ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่ประกอบด้วยแผ่นดินหลักของทวีปออสเตรเลีย เกาะแทสเมเนีย รวมถึงเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และมหาสมุทรใต้ ประเทศนี้มีสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและ ทุรกันดาร(มีขนาดทะเลทรายรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา – วิกิพีเดีย) พื้นที่ราว 40% จึงถูกปกคลุมด้วยเนินทราย


คงมีเพียงดินแดนทางตอนใต้ด้านตะวันออกและตะวันตก (มุมล่างขวามือสีฟ้าของ แผนที่ประเทศ ) เท่านั้นที่อากาศเย็นและมีผืนดินที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์  ส่วนทางตอนบนของประเทศมีสภาพอากาศแบบเขตร้อน (สีเขียว) บางพื้นที่เป็นป่าฝน ขณะที่บางส่วนมีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร (สีน้ำตาล) นอกนั้นเป็นเขตทุ่งหญ้า (สีเหลือง) และทะเลทราย (สีส้ม) อันกว้างใหญ่ไพศาล



ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณ ชายฝั่งทางด้านตะวันออกซึ่งมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็น และอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียมีแดดออกโดยเฉลี่ยมากกว่า 3,000 ช.ม./ปี โดยในช่วงฤดูร้อน (ธ.ค.-มี.ค.) ที่นั่นจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 29 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงฤดูหนาว (มิ.ย.-ส.ค.) จะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่ 13 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ จะพบว่าออสเตรเลียเป็นทวีปที่แห้งแล้งมาก พื้นที่กว่า 80% ของประเทศมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 600 ม.ม.ต่อปี คงมีเพียงทวีปแอนตาร์กติกาเท่านั้น ที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าทวีปออสเตรเลีย จึงเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ชื่นชอบอากาศเย็น และไม่ชอบความเปียกชื้นเฉอะแฉะของฤดูฝน



6. ประเทศอุรุกวัย



อุรุกวัย เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับประเทศบราซิล ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำอุรุกวัย ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดปากแม่น้ำรีโอเดลาปลาตา  ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้จรดมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ – วิกิพีเดีย
ประเทศอุรุกวัยมีสภาพอากาศแบบกึ่งร้อน และชื้นในบางพื้นที่ ทั้งยังมีฝนตกบ้างประปราย อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศของอุรุกวัยในแต่ละพื้นที่จะไม่แตกต่างกันมากนัก และเนื่องจากประเทศนี้ไม่มีภูเขาจึงทำให้มีกระแสลมไหลเวียนมาจากภูมิภาค อื่นๆ เช่น ในช่วงฤดูร้อนอากาศจะอุ่นถึงร้อน เพราะได้รับอิทธิพลของลมร้อนที่พัดมาจากประเทศบราซิล ส่วนในช่วงฤดูหนาวอากาศจะเย็นถึงหนาว โดยมีกระแสลมที่พัดมาจากขั้วโลกเป็นตัวแปรสำคัญ




ที่สำคัญ อุรุกวัย ไม่มีหิมะ (แต่เคยมีหิมะตก 2 ครั้งในประวัติศาสตร์) ไม่เคยเกิดเฮอร์ริเคน สึนามิ แผ่นดินไหว และไม่มีสภาพอากาศที่หนาวจัด จึงสามารถเดินทางไปเยือนได้ตลอดเวลา แต่เดือนกันยายน-เมษายน จะเป็นช่วงที่มีอากาศดีที่สุด
โดยในช่วงฤดูร้อน ที่อุรุกวัยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 22 องศาเซลเซียส (วัดช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.) ส่วนฤดูหนาวซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน จะมีอุณหภูมิเฉลี่ย 11 องศาเซลเซียส (วัดช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค)




7. สาธารณรัฐอาร์เจนตินา

 


ประเทศอาร์เจนตินา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ มีพรมแดนด้านตะวันตกติดกับชิลี ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดปารากวัย โบลิเวียและบราซิล ส่วนทิศตะวันออกติดกับอุรุกวัยและมหาสมุทรแอตแลนติก
อาร์เจนตินา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีสภาพอากาศหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ นับตั้งแต่กึ่งร้อนกึ่งอบอุ่น ฝนตกชุก ไปจนถึงขั้นมีหิมะตก โดยตอนเหนือของประเทศจะมีลักษณะอากาศแบบกึ่งร้อน ขณะที่ตอนกลางอากาศจะร้อนชื้น ส่วนทางตอนใต้ของประเทศจะมีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะบริเวณตอนใต้สุดของประเทศ ซึ่งจะมีลักษณะอากาศแบบแอนตาร์กติก (เป็นน้ำแข็งตลอดทั้งปี)



ส่วนพื้นที่ในแถบเทือกเขาแอนดีสจะมี สภาพอากาศที่หลากหลาย ทั้งฝนตก น้ำท่วมฉับพลันในช่วงฤดูร้อน  (แถบตะวันออก) อากาศร้อนจัด หิมะตกบริเวณที่สูง และเกิดลมซอนด้า (ลมร้อนและแห้ง มักหอบฝุ่นผงจากพื้นดินขึ้นมาด้วย) เป็นต้น
สำหรับสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาวที่ อาร์เจนตินานั้นจะหนาวแบบแห้งๆ ส่วนในช่วงฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัด และที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ ในช่วงกลางของฤดูหนาว (เดือนมิถุนายน) จะเกิดปรากฏการณ์ “ซาน ควน ซัมเมอร์” ที่อยู่ๆ อุณหภูมิก็สูงขึ้นผิดปกติเสมือนเป็นฤดูร้อนประมาณ 3-7 วัน ชาวอาร์เจนตินาจึงมักพากันออกมานอนอาบแสงแดดอันร้อนแรง ณ บริเวณจตุรัสใจกลางเมือง ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงกลางฤดูหนาว




8. สาธารณรัฐแอฟริกาใต้



สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นประเทศอิสระที่อยู่ตอนปลายทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับ ประเทศนามิเบีย ประเทศบอตสวานา ประเทศซิมบับเว ประเทศโมซัมบิก และ ประเทศสวาซิแลนด์ – วิกิพีเดีย
แอฟริกาใต้เป็นอีกประเทศที่มีสภาพภูมิ อากาศหลากหลาย นับตั้งแต่สภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ กึ่งร้อนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงอากาศหนาวเย็นบริเวณที่ราบสูงตอนใน และสภาพอากาศแบบทะเลทรายทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแอฟริกาใต้จะมีอากาศแบบอบอุ่น แดดร้อนในตอนกลางวัน อากาศเย็นในยามค่ำคืน และมีฝนตกในช่วงฤดูร้อน (พ.ย.-มี.ค.) ขณะที่บริเวณตอนล่างทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ หรือแถวๆ เมืองเคปทาวน์ (ภาพบน) กลับจะมีฝนตกในช่วงฤดูหนาว (มิ.ย.-ส.ค.)




อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศทางตอนเหนือและใต้ของประเทศแอฟริกาใต้มักไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก โดยเคปทาวน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีที่ 17 องศาเซลเซียส ขณะที่พรีโทเรียซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ  (อุดมไปด้วยดอกไม้สีม่วง) มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ 17.5 องศาเซลเซียส






9. สาธารณรัฐอิตาลี



อิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรปและตอนเหนือของแอฟริกา โดยมีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ร้อยละ 75 เป็นภูเขาและที่ราบสูง ทิศเหนือติดประเทศสวิตเซอร์ แลนด์และออสเตรีย ทิศใต้ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลไอโอเนียน ทิศตะวันตกติดประเทศฝรั่งเศสและทะเลไทเรเนียน ทิศตะวันออกติดทะเลอาเดรียติก และอยู่ตรงข้ามกับสโลเวเนีย โครเอเชีย บอสเนีย มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย
อิตาลีถือเป็นอีกหนึ่งประเทศในแถบ ยุโรปที่มีอากาศดี แต่จะมีลักษณะอากาศที่หลากหลายและแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในแต่ละพื้นที่ โดยในช่วงฤดูหนาวที่บริเวณอิตาเลียน แอลป์ส อากาศจะหนาวเย็น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง และมีหิมะตก  ขณะที่มิลานมักมีหมอกหนา ส่วนที่โป วัลเลย์ อากาศจะหนาวและชื้น  แต่โดยทั่วไปในช่วงฤดูหนาวที่อิตาลีมักมีหมอกลงหนาใน แถบภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ



บริเวณที่มีอากาศในช่วงฤดูหนาวดีที่ สุดคือ แถบชายฝั่งอามัลฟี หรือที่เรียกว่า “อิตาเลี่ยน ริเวียร่า” รวมทั้งที่หมู่เกาะซิซิลีและซาร์ดิเนีย เพราะบริเวณดังกล่าวอากาศจะไม่หนาวมาก และไม่มีฝนตกหนัก ส่วนในช่วงฤดูร้อน ยิ่งลงไปทางตอนใต้ของประเทศมากเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคว้นปูเกลีย (ส่วนที่มีลักษณะเหมือนส้นสูงของรองเท้า บูทในแผนที่) ซึ่งจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียสในเดือนสิงหาคม




10. สาธารณรัฐฝรั่งเศส



ฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปยุโรป ทิศเหนือติดกับช่องแคบอังกฤษ ประเทศเบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ทิศตะวันออกติดกับเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อันดอร์รา และสเปน
โดยทั่วไปฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีอากาศเย็น แต่ก็มีสภาพอากาศที่หลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูหนาวจะอยู่ที่ประมาณ 0-7 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิเฉลี่ย 16-24 องศาเซลเซียส




หากใครชื่นชอบอากาศอบอุ่นและแสงแดด เจิดจ้า ขอแนะนำให้ไปที่แคว้นมีดี (Midi) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส หรือไม่ก็ไปที่แคว้นโพรวองซ์และแคว้น ลองเกอด็อก ที่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะไม่หนาวจัด ส่วนในช่วงฤดูร้อนอากาศจะร้อนเอาเรื่อง (สำหรับฝรั่ง) เลยทีเดียว
สำหรับเมืองที่อยู่ทางตอนกลางและค่อน ไปทางด้านทิศเหนืออย่างกรุงปารีสนั้น จะมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นและมักมีฝนตก แต่อากาศจะค่อนข้างร้อนในช่วงฤดู ร้อน ส่วนพื้นที่ในแถบตะวันออกอย่างแคว้นอัลซาซ (เมืองหลวงคือ สตราสบูร์ก) แคว้นลอร์แรน รวมถึงบริเวณเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาปีเรเนส์ และที่ราบสูงมาสซิฟ ซองตราล จะมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดในช่วงฤดูหนาว